Category: News

ผู้ถือหุ้นใหญ่ JDF ย้ำไม่มีแผนขายหุ้นเพิ่มหลัง Big Lot 11 ล้านหุ้น 2.60 บาท

ผู้ถือหุ้นใหญ่ JDF ย้ำไม่มีแผนขายหุ้นออกมาเพิ่ม หลังทำ Big Lot บนกระดานเทรด 11 ล้านหุ้น ที่ราคา IPO 2.60 บาท ให้กรรมการ – ผู้บริหารสร้างแรงจูงใจหนุนองค์กรแข็งแกร่ง และไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ JDFนำโดย นายธีรบุล หอสัจจกุล กรรมการบริหาร และนางสาวรัตนา เอี้ยประเสริฐศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมีการดำเนินการขายหุ้นสามัญเดิมที่ตนถืออยู่ในบริษัทให้แก่กรรมการอิสระและผู้บริหารเพื่อสร้างแรงจูงใจหรือเสริมสร้างกำลังใจในการร่วมงานกับบริษัทผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานรายใหญ่ (Big-Lot Board) จำนวนเพียง11 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.85% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายในราคา IPO 2.60 บาทซึ่งเท่ากับราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเท่านั้น ซึ่งรายการดังกล่าวได้เปิดเผยข้อมูลล่วงหน้าในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นสามัญของ JDF เรียบร้อยแล้ว และไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท นางสาวรัตนา เอี้ยประเสริฐศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวย้ำความเชื่อมั่น JDF

“ฟอร์บส์” จัดอันดับเศรษฐีโลกปี 65 “อีลอน มัสก์” คว้าอันดับ 1 “ธนินท์ เจียรวนนท์” ติดอันดับ 137

ฟอร์บส์จัดอันดับเศรษฐีโลกปี 65 เอกชนไทยยังเข้มแข็ง พยุงเศรษฐกิจ ฝ่าแรงต้านอุปสรรครอบด้าน เทสล่าพา “อีลอน มัสก์” คว้าอันดับ 1 เศรษฐีโลก ขณะที่ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ติดอันดับ 137 ถือเป็น 1 ในคนไทยบนทำเนียบเศรษฐีโลก เจ้าสัวย้ำยังมุ่งมั่นเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง หวังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รักษาการจ้างงาน ประคองเศรษฐกิจไทย นิตยสารฟอร์บส์ สื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ประกาศการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีโลก หรือ “The World’s Billionaires” หรือผู้มีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป ประจำปี 2565 โดย นายอีลอน มัสก์ นักธุรกิจและนักลงทุนชาวอเมริกัน-แอฟริกาใต้ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของบริษัทแห่งบริษัท Tesla ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินทั้งสิ้น 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง บริษัทค้าปลีกออนไลน์แอมะซอน ฟอร์บส์รายงานว่าในปีนี้ สงคราม, โรคระบาด และตลาดที่ซบเซาส่งผลกระทบต่อมหาเศรษฐีโลก

บรรยงชี้ ไทยกระจายรายได้ 50 ปี “ล้มเหลวสิ้นเชิง” ช่องว่างรวย-จน ห่าง 8 เท่า

“บรรยง พงษ์พานิช” ชวนมองย้อนอดีต 50 ปี ชี้พัฒนาการประเทศไทยในมิติ “มั่งคั่ง-ยั่งยืน-ทั่วถึง” ไปไม่ถึงไหน ถูกประเทศอื่นแซงแทบทุกมิติ ลั่นจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นบทเรียนกำหนดอนาคตให้เศรษฐกิจไทยมีที่ยืน นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา ‘THIS IS THE END OF THE LINE สถานีต่อไปของเศรษฐกิจไทย สร้างใหม่อย่างไรดี’ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังรุมล้อมประเทศไทย ไม่ว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางการเมือง หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ หากมีการตั้งคำถามต่ออดีตด้วยความมุ่งหมายที่จะหาเส้นทางสำหรับอนาคต คำถามสำคัญที่ต้องถามก็คือ สำหรับเป้าหมายใหญ่ของการพัฒนาประเทศที่อาจรวบยอดด้วยคำสำคัญ 3 คำ ว่า มั่งคั่ง ยั่งยืน และทั่วถึง พัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมา คืบหน้าในเป้าหมายเหล่านี้ไปได้เพียงใด ซึ่งตนมองว่า ในมิติของความมั่งคั่งนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนามาตั้งแต่มีนิยามคำนี้ตั้งแต่กว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งวันนี้ก็ยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่ โดยไทยตั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นในปีเดียวกับที่ประเทศสิงคโปร์จัดตั้ง Economic Development Board

KCC ลุยขายไอพีโอ 160 ล้านหุ้น ระดมทุนขยายพอร์ตสินทรัพย์

บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล หรือ KCC เดินหน้าขายหุ้นไอพีโอ 160 ล้านหุ้น หลัง ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง เตรียมเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ mai ระดมทุนขยายพอร์ตสินทรัพย์ วันที่ 1 เมษายน 2565 นายธวัชชัย วรวรรณธนะชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ที่ KCC ได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) แล้ว โดยบริษัทจะเสนอขาย IPO จำนวน 160 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.81% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท

AMATA ลุยซื้อที่ดินสปป.ลาว หลังบอร์ดอนุมัติเงินทุน

“อมตะ” เผยบอร์ดอนุมัติเงินลงทุนซื้อที่ดินในสปป.ลาว คาดเริ่มพัฒนาไตรมาส 2 หรือ ต้นไตรมาส 3 นี้ แจง มีแบ็กล็อก 4.98 พันล้าน คาดโอนปีนี้ ราว 3 พันล้าน นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยความคืบหน้าการลงทุนใน เมืองอุตสาหกรรมทันสมัย “AMATA SMART & ECO CITY” ที่สปป.ลาว ว่า ล่าสุดคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ได้อนุมัติวงเงินลงทุนเบื้องต้นแล้ว ซึ่งบริษัทได้โอนเงินไปที่สปป.ลาว เพื่อนำไปซื้อที่ดินเพื่อรอการพัฒนาต่อไป โดยคาดว่าบริษัทจะเริ่มพัฒนาพื้นที่ได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 หรือ ต้นไตรมาส 3 ปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งเริ่มเฟสแรกที่ได้รับใบอนุญาตมากว่า 2,500 ไร่ โดยมองความต้องการลงทุนในนิคมลาวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเห็นโอกาสที่ดีของ

รมว.คลังชี้ยังไม่จำเป็นกู้เงินเพิ่มเพื่อกระตุ้น ศก. คาดเงินเฟ้อปีนี้ไม่หลุดเป้า 3%

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจปี 65 และปี 66 เหลือโต 3.2% และ 4.4% ว่า ไม่ได้หมายความรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เท่าเดิมเสมอไป และเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพิ่มเติม วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ยังมีเหลืออีก 5-7 หมื่นล้านบาท ที่ยังเพียงพอต่อการดูแลเศรษฐกิจ “การกู้เงินเกินตัวไม่จำเป็น เป็นความเสี่ยงทำให้ต่างชาติมองประเทศไทยไม่ดี และลดเครดิตของประเทศไทย ทำให้ต้นทุนการกู้เงินของเอกชนและรัฐบาลแพง ได้รับผลกระทบมากขึ้นไปอีก” นายอาคม กล่าว นอกจากนี้ ได้หารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ในฐานะอดีต รมว.คลังแล้ว ถึงเรื่องที่นายกรณ์ ได้เสนอให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าการกู้เงินต้องคำถึงวินัยการเงินการคลังในภาพรวมด้วย ซึ่งนายกรณ์ ก็มีความเข้าใจเป็นอย่างดี “ตอนนี้เศรษฐกิจขยายตัวได้แล้ว ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการเริ่มกลับมาดำเนินการได้ ถึงแม้ว่ายังไม่เหมือนช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องลดการออกมาตรการช่วยเหลือที่เป็นภาระกับเงินกู้ลง” นายอาคม กล่าว สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะเกินกว่ากรอบเป้าหมายที่ ธปท.และกระทรวงการคลังประเมินไว้ที่ 1-3%

PwC แนะจับตา DeFi ระบบการเงินไร้ตัวกลางในไทยปี 65

PwC ประเทศไทย ชี้ระบบการเงินไร้ตัวกลาง หรือ DeFi มีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้ หลังอุตสาหกรรมทางการเงินของประเทศปรับสู่บริการทางการเงินและการลงทุนดิจิทัลหลากหลาย และช่วยเปิดโอกาสในการเข้าถึงระบบการเงินได้ง่ายและไร้พรมแดนมากขึ้น แต่คาด DeFi ยังคงไม่สามารถเข้ามาทดแทนการทำธุรกรรมของธนาคารแบบดั้งเดิมได้ทั้งหมด แนะผู้ประกอบการธนาคารปรับตัวเพิ่ม DeFi เข้าไปในระบบนิเวศเพื่อต่อยอดธุรกิจ น.ส.วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ระบบการเงินไร้ตัวกลาง (Decentralised Finance : DeFi) กำลังเข้ามามีบทบาทในการให้บริการทางการเงินในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุน บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชัน สถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ ที่ปัจจุบันได้ทำการศึกษาและพัฒนาแพลตฟอร์ม รวมไปถึงสร้างบริการทางการเงินใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ใช้บริการ “ในปีนี้การใช้ DeFi ของไทยน่าจะโตขึ้นไปอีกเยอะ เพราะการทำธุรกรรมต่างๆ ระหว่างผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ไม่ว่าจะโอนเงิน ชำระเงินและมอบทรัพย์สิน หรือกู้ยืมเงินนั้น ทำได้สะดวกสบายกว่าเดิม และยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ถูกลงด้วย” น.ส.วิไลพร กล่าว คาด DeFi ทำดีมานด์ของการใช้บริการทางการเงินกับแบงก์ลด “หากในอนาคตมีการใช้ DeFi มากขึ้นเรื่อยๆ เราคาดว่าความต้องการใช้บริการทางการเงินกับสถาบันการเงินจะลดลงอย่างแน่นอน โดยเฉพาะด้านการลงทุน

จับทิศตลาดตราสารหนี้ หลังรัสเซียบุกยูเครน

คอลัมน์ : ช่วยกันคิด ผู้เขียน : ศิรินารถ อมรธรรม สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เป็นเวลาเกือบ 4 สัปดาห์นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เกิดผลกระทบทั่วโลกในหลาย ๆ เรื่อง ได้แก่ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงมาก ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 130 $ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์และปัจจัยการผลิตหลายอย่างก็ปรับตัวสูงขึ้นมากเช่นกัน สำหรับ ตลาดตราสารหนี้ไทย แม้ว่าปฏิบัติการทางทหารจะยังไม่ยุติ ณ ปัจจุบันดูเหมือนจะรับมือได้ ไม่ได้เกิดความผันผวน ตื่นตระหนก หรือการเทขายตราสารหนี้ของนักลงทุน ผลกระทบทางตรงค่อนข้างจำกัดวงอยู่ที่การขายออกของนักลงทุนต่างชาติ และผลกระทบทางอ้อมที่ดูเหมือนตลาดจะขมวดผลกระทบต่าง ๆ ที่จะมีการส่งผ่านในรูปของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ ของหลายประเทศที่ทำให้เกิดการสะดุดของห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ จนถึงปัจจุบัน ผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดตราสารหนี้ไทย พอจะสรุปได้ดังนี้ ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การขายออกของนักลงทุนต่างชาติในตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกที่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน โดยในช่วง 24 ก.พ.-15 มี.ค. 2022 ต่างชาติมียอดการขายตราสารหนี้ไทยรวมถึง 101,412 ล้านบาท โดยกว่า 97% เป็นการขายออกในตราสารหนี้ระยะสั้นและขายออกในตราสารหนี้ระยะยาวเพียง 3%

บสย.ช่วย SMEs ค้ำประกัน Soft Loan Extra 90,000 ล้านบาท ค้ำนาน 8 ปี พยุงการจ้างงาน ลดปัญหาผิดนัดชำระหนี้

บสย.พร้อมช่วย ดีเดย์ 1 เม.ย.65 ต่อลมหายใจ SMEs พยุงการจ้างงาน ลดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ คิกออฟโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Soft Loan Extra สำหรับกลุ่มลูกหนี้ พ.ร.ก.Soft Loan (ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2563) วงเงินโครงการ 90,000 ล้านบาท ระยะสัญญาค้ำสูงสุด 8 ปี นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 เมษายนนี้ บสย. พร้อมเปิดรับคำขอ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะพิเศษ Soft Loan Extra วงเงิน 90,000 ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการ SMEs ให้ยังคงได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง

แนะรัฐหนุน “แผนพัฒนาตลาดทุนไทย” ดึง SME-สตาร์ทอัพ เข้ามาระดมทุน

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เร่งรัฐบาลเคาะเห็นด้วยหรือไม่ หลังส่งแผนพัฒนาตลาดทุนให้พิจารณา ชี้ขณะนี้เป็นโอกาสของไทยในการดึง SME และ สตาร์ทอัพ เข้ามาระดมทุน หลังตลาดทุนไทยเนื้อหอมดึงเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาต่อเนื่อง นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึง ทางออก ทางรอดธุรกิจไทยหลังไฟสงคราม ภายในงานเสวนา THE BIG ISSUE 2022 : ฝ่าไฟสงคราม รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ ที่จัดโดย นสพ.ฐานเศรษฐกิจ และ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ วิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะโควิด-19 ยังระบาดเยอะ ปัญหาซัพพลายเซนยังไม่จบ และมาเกิดสงครามรัสเซียยูเครนซ้ำอีก   อย่างไรก็ตามในสงครามรัสเซียยูเครน ไทยไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะมีการค้าขายกับรัสเซียไม่มาก แต่หากมองในแง่ของโอกาส ทั้งการเกิดขึ้นของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย ทำให้เกิดการจัดระเบียบโลกใหม่ ทำให้เห็นทั้งโลกพยายามสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและด้านอาหาร ซึ่งในด้านอาหาร ไทยถือเป็นจุดแข็ง และเป็นโอกาสที่จะทำให้ทั่วโลกนำเข้าอาหารจากไทยมากขึ้น และวิกฤตที่เกิดขึ้นยังทำให้ภาคธุรกิจตระหนักว่า การพึ่งพาซัพพลายเซนหรือวัตถุจากต่างประเทศมากเกินไปก่อให้เกิดความเสี่ยง หรือ หากจำเป็นต้องพึ่งพาซัพพลายเซนจากต่างประเทศ ก็ต้องหาประเทศที่มีความความสุ่มเสี่ยงน้อย ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาเพื่อลงทุนสร้างโรงงานผลิตซัพพลายเซน ดังนั้น

1 2 3 6